วันศุกร์, กรกฎาคม 24, 2009

แฉพ่อค้าหัวใส พับสลากพนันยัดขนมขายในรร.

0 ความคิดเห็น

200----rerer


เด็กแห่ซื้อ กลายเป็นทาสพนันไม่รู้ตัว




แฉผู้ประกอบการเห็นแก่ได้ ทำ ขนมทองพับ สอดไส้สลากรางวัล ขายตรงถึงในโรงเรียน มอมเมาเด็กและเยาวชน เดลินิวส์ ตีแผ่ปัญหา แฉพ่อค้า - แม่ค้าหัวใส ไปติดต่อร้านค้า สหกรณ์ในโรงเรียน ขอวางขายขนมทองพับเป็นปี๊บคราวละ 10 - 20 ปี๊บ โดยไม่ต้องลงทุน ขายหมดให้กำไรปี๊บละ 60 บาท เด็กแห่ซื้อชิ้นละ 2 บาท คราวละ 5 - 10 ชิ้นหวังรางวัล ส่งผลให้กลายเป็นทาสพนันโดยไม่รู้ตัว



หลังจาก เดลินิวส์ ตีแผ่ปัญหาสลากพนันซึ่งมอมเมาเด็กและเยาวชนให้กลายเป็น ทาสการพนันและอบายมุขโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากเด็กและเยาวชนที่ยังขาดวุฒิภาวะ อาจมองว่าเสียเงินเพียง 4 - 5 บาทเพื่อแลกสลาก หากโชคดีถูกรางวัลจะได้ทั้งเหล้า บุหรี่ ที่มีมูลค่ามากกว่าเป็นสิบเท่า หรือไม่ก็นำไปแลกเงินสดได้ ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนในอีกรูปแบบหนึ่ง



จากการนำเสนอถึงปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่กวาดล้างร้านค้าที่ให้บริการอย่างจริงจัง จนสลากพนันเริ่มลดน้อยลง แต่ล่าสุดกลับพบว่า ผู้ประกอบการได้หาทางหลีกเลี่ยง ด้วยการเสริมการพนันแฝงในขนม โดยขายตรงให้กลุ่มเด็กและเยาวชนถึงในโรงเรียน



เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 ก.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับหนังสือร้องเรียนมายังกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ว่า ได้มีกลุ่มแม่ค้าหัวใสแอบลักลอบนำสลากพนันสอดไส้ในขนมทองพับมาหลอกขายมอมเมาเยาวชนตามโรงเรียนต่างๆ ทางภาคเหนือ จนทำให้เด็กนักเรียนติดกันงอมแงม



หลังรับแจ้งผู้สื่อข่าวประจำศูนย์เดลินิวส์ภาคเหนือตอนล่าง จึงเดินทางลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบว่าขณะนี้ได้มีกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหัวใสได้นำสินค้าที่มีลักษณะคล้ายกับสลากพนัน แอบแฝงมาในรูปแบบขนมบรรจุปี๊บมาวางขายตามโรงเรียนในพื้นที่ ในจังหวัดสุโขทัย และจังหวัดใกล้เคียงเป็นจำนวน มาก แต่กลับมีความรุนแรงกว่าสลากพนัน เพราะเด็กนักเรียนสามารถไปซื้อเสี่ยงโชคได้ง่ายกว่า



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหัวใสจะนำขนมทองพับ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับขนมทองม้วน แต่เป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งขนมทุกแผ่นจะมีสลากรางวัลห่อไว้ภายในขนมทุกชิ้น เช่น สติกเกอร์ทำเป็นรูปตัวการ์ตูนโดราเอม่อน อุลตร้าแมน หรือหมีพูห์ คิตตี้ สไปเดอร์แมน รูปการ์ตูนชื่อดังที่เด็กๆ รู้จัก รวมทั้งห่อเหรียญ 5 บาท และ 10 บาทบรรจุอยู่ภายในขนมด้วย



โดยจะห่อสติกเกอร์ลงไปในขนมทองพับขณะอบขนม ซึ่งอาจทำให้สารพิษในสติกเกอร์ละลายปนเปื้อนติดกับขนมได้ จากนั้นจะนำไปบรรจุปี๊บ ปี๊บละ 130 ชิ้น โดยกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าจะนำขนม ดังกล่าวส่งขายเฉพาะในโรงเรียนอย่างเดียว มีกลุ่มเป้าหมายหลักคือนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับประถม โดยจะเน้นจำหน่ายในโรงเรียนที่อยู่นอกตัวเมือง ตามอำเภอรอบนอกเท่านั้น



บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะนำขนมซึ่งมีสลากพนันสอดไส้ ส่งขายฝากให้กับพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยตามโรงเรียนต่างๆ ที่ประมูลขายของภายในโรงเรียนได้โดยไม่ต้องลงทุนก่อน หรือบางโรงเรียนที่มีสหกรณ์ของโรงเรียนก็จะให้ครูเป็นคนขายเอง



หากโรงเรียนไหนมีจำนวนนักเรียนมากผู้ผลิตก็จะนำขนมไปส่งขายฝากให้ครั้งละ 10 - 20 ปี๊บโดยส่งในราคาปี๊บละ 200 บาท คนขายจะได้กำไรปี๊บละ 60 บาท โดยไม่ต้องลงทุน เมื่อขายไม่หมดก็สามารถส่งคืนได้ ส่วนรางวัลจะห่อพับไว้ข้างในขนมทองพับกระจายอยู่ทั่วปี๊บ หากถูกรางวัลสามารถรับกับคนขายได้เลย เช่น ตุ๊กตา สร้อยคอ นาฬิกา



ทั้งนี้ ขนม 1 ปี๊บบรรจุขนมทองพับได้ 130 แผ่น จำหน่ายในราคาแผ่นละ 2 บาท ดังนั้นคนขายจะได้ 260 บาทต่อปี๊บ แต่จะส่งต้นทุนให้ผู้ผลิต 200 บาทต่อปี๊บ และได้กำไรปี๊บละ 60 บาท พอขายได้ 1 สัปดาห์ก็จะสับเปลี่ยนรางวัลจนกว่าเด็กจะเริ่มเบื่อ จากนั้นทางพ่อค้าแม่ค้าหัวใสก็จะย้ายไปขายตามโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อหลอกลวงเด็กต่อไป ผู้สื่อข่าวรายงาน



ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สลากพนันรูปแบบใหม่ที่แอบแฝงมาในรูปสอดไส้ในขนมทองพับนี้ จะเป็นการส่งเสริมให้เด็กติดการพนันโดยมีสิ่งของที่เป็นรางวัลต่างๆ มาล่อใจแทน เด็กบางคนจะไม่บริโภคขนม แต่จะซื้อครั้งละ 5 - 10 ชิ้น เพื่อลุ้นรางวัล หากไม่ได้จะโยนขนมทิ้งทันที โดยพบว่าในนักเรียนบางคนเมื่อไม่ได้รางวัลถึงกับร้องไห้และขอเงินผู้ปกครองมาซื้อขนมดังกล่าวต่อเพื่อให้ได้รางวัล



นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังให้เด็กหัดโกง คือเด็กจะหยิบขนมทองพับที่บรรจุอยู่ในปี๊บมาส่องดู ถ้าไม่มีรางวัลใหญ่จะสลับเปลี่ยนแผ่นใหม่ ซึ่งผู้ผลิตจะเจาะตลาดขายเฉพาะในโรงเรียนอย่างเดียว เพราะพ่อแม่ให้เงินลูกไปโรงเรียนทุกวัน จึงนับว่าเป็นการมอมเมาเยาวชนให้ติดการพนันอย่างรุนแรง







ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และ http://www.thaihealth.or.th

สสส.จัดออกกำลังกายสู้หวัด26กค.นี้

0 ความคิดเห็น

ออกกำลังกาย


ชูกิจกรรมฟิตสุขภาพเพียบ!!




นายวิวัฒน์ วิกรานตโนรส ประธานแผนส่งเสริมการออกกำลังกายและกีฬาเพื่อสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดเผยว่าจากวิกฤติไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่กำลังคุกคามคนไทยอยู่นั้น ดังนั้น สสส.จึงร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร สมาพันธ์ชมรมเดิน - วิ่งเพื่อสุขภาพไทย สมาคมชาวสวนลุมพินี และชมรมออกกำลังกายต่างๆ จัดกิจกรรมออกกำลังกายในสวนสาธารณะขึ้นที่ สวนลุมพินี ในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค. นี้ เวลา 05.00 น. - 10.00 น. บริเวณลานตะวันยิ้ม ข้างสนามเด็กเล่น เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง



สำหรับกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการสวนสาธารณะมีชีวิต ซึ่งจะเป็นการรณรงค์ในสวนสาธารณะต่างๆ ทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมในวันดังกล่าว ประกอบด้วย เดิน วิ่ง เต้นแอโรบิก ไท้เก๊ก ชี่กง หว้ายตันกง ไม้พลอง ลีลาศ ดนตรี ศิลปะสำหรับเด็ก ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของภาคีต่างๆ ในสวนลุมพินี



สสส. จึงขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยเฉพาะเด็ก และเยาวชนและครอบครัว เป็นกลุ่มเป้าหมายพิเศษของโครงการนี้ สอบถามข้อมูลได้ที่ โทร 081-6584704 และwww.thaijoggingclub.net







ที่มา: ไอ.เอ็น.เอ็น. และ http://www.thaihealthzone.com/

สวยเสี่ยงภัยจาก 'เครื่องสำอาง'

0 ความคิดเห็น

12196419141219642018l


ไม่ได้มาตรฐาน ปนสารเคมีทำหน้าพัง!




"อยากสวย!!!"



นี่คือปรารถนาสุดยอดในใจของสาวๆ เกือบทั้งโลก ยุคนี้สาวๆ ใจกล้าบางคนพึ่งพามีดคมกริบของหมอศัลยแพทย์ ในขณะที่แทบทุกคนอาศัย"เครื่องสำอาง" ในการตกแต่งใบหน้ารวมถึงผิวพรรณด้วยหลัก "เสริมจุดเด่น ลบจุดด้อย" ทำให้ตลาดคอสเมติกของโลกขยายขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อสนอง Supply ให้ทันต่อ Demand ซึ่งนั่นส่งผลให้มีการผลิตเครื่องสำอางออกมานับหมื่นนับแสนชนิด จากทั้งยี่ห้อระดับไฮเอนด์ ไปจนถึงระดับ "แบกะดิน"



ภญ.พรพรรณ สุนทรธรรม เภสัชกรชำนาญการพิเศษ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ข้อมูลไว้ว่า อาการแพ้สารเคมีในเครื่องสำอางมีหลายระดับ ตั้งแต่อาการผิดปกติเล็กน้อย เช่น ผื่นคันที่ผิวหนัง ไปจนถึงขั้นอักเสบ และในกรณีเครื่องสำอางผิดกฎหมายที่ผสมสารมีพิษลงไปอาจส่งผลต่ออวัยวะภายในถึงขึ้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว



"แม้แต่เครื่องสำอางที่มีการรับรองคุณภาพ หากไม่ถูกกับผิวก็มีโอกาสแพ้ได้เหมือนกัน ยิ่งในกรณีเครื่องสำอางเถื่อน ไม่ได้มาตรฐาน และมีการผสมสารต้องห้ามผิดกฎหมายลงไปนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง อันตรายมากจนชนิดคิดไม่ถึง"



น้ำยาทำสีผม - น้ำยาดัดผม



เภสัชกรชำนาญการพิเศษรายนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องสำอางชนิดต่างๆ ที่ใช้สำหรับแต่ละส่วนของร่างกาย ที่มีโอกาสทำปฏิกิริยาต่อร่างกายทำให้แพ้ โดยเริ่มตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับส่วนบนสุดของร่างกายอย่าง "ผม"



"ผลิตภัณฑ์ย้อมผมชนิดสีติดทนหรือย้อมถาวรและผลิตภัณฑ์ดัดผม ประกอบด้วยสารเคมีที่แรง และมีความเป็นด่าง หากใช้ในขณะที่หนังศีรษะมีรอยถลอกเป็นแผล หรือโรคผิวหนัง จะเกิดการแพ้จนถึงขั้นรุนแรงได้ เป็นเครื่องสำอางที่ต้องระวังมาก เพราะมีโอกาสแพ้สูง



แต่ปัญหาก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำสีผมเอง มักจะไปใช้บริการร้านเสริมสวย ซึ่งลูกค้าจะไม่ค่อยมีโอกาสได้อ่านฉลากผลิตภัณฑ์ หรือแม้ช่างเสริมสวยก็อาจมองข้ามคำเตือนเหล่านี้ เนื่องจากทั้งผลิตภัณฑ์ย้อมผมชนิดสีติดทนและผลิตภัณฑ์ดัดผมมีความเป็นด่าง เมื่อใช้แล้วหนังศีรษะอาจมีความอ่อนแอช่วงขณะหนึ่ง ดังนั้นหากจะใช้ 2 ผลิตภัณฑ์นี้ต้องทิ้งระยะเวลาให้ห่างกันประมาณ 15 วันเพื่อให้หนังศีรษะแข็งแรงพอที่จะรับสภาพได้ มิฉะนั้นอาจเกิดการแพ้ที่รุนแรงได้"



ครีมหน้าขาว - หน้าเด้ง



ถัดมาที่บริเวณใบหน้ากันบ้าง ภญ.พรพรรณระบุว่า เป็นสิ่งที่ห่วงที่สุด และทาง อย. เองก็พยายามรณรงค์ให้ข้อมูลมาตลอด เพราะถ้าพูดถึงใบหน้าแล้ว คุณสาวๆ ทั้งหลายร้อยทั้งร้อยย่อมอยากจะมีใบหน้าที่ขาวนวลชวนมอง เครื่องสำอางที่ผู้หญิงกลุ่มนี้เลือกใช้ก็คือกลุ่มที่เรียกว่า "ครีมหน้าเด้ง"



"มีครีมที่ผู้ผลิตโฆษณาว่าทาแล้วจะลดสิวฝ้าหน้าใสเด้งอยู่เป็นจำนวนมากในท้องตลาด ที่มีส่วนผสมของสารที่ผิดกฎหมาย ซึ่งทาง อย. ตรวจพบว่ามีการลักลอบใช้สาร 3 ชนิดที่พิสูจน์ชัดแล้วว่าอันตราย คือ สารปรอท อันตรายที่เกิด คือ ทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดงผิวหน้าดำ ผิวบางลง เกิดพิษสะสมของปรอท ที่สำคัญที่น่ากลัวมากคือ ทำให้ทางเดินปัสสาวะและไตอักเสบ"



สำหรับสารพิษตัวที่ 2 คือไฮโดรควิโนน ทำให้เกิดการแพ้ระคายเคือง เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ที่สำคัญคือ ทำให้ผิวหน้าดำ เป็นฝ้าถาวรรักษาไม่หาย ส่วนตัวสุดท้ายคือกรดวิตามิน มีชื่อพ้อง คือ เรทติโนอิกแอสิด และเตรทติโน อันตรายที่เกิด คือ ใช้แล้วหน้าแดง ระคายเคืองแสบร้อนรุนแรง เกิดการอักเสบ ผิวหน้าลอกรุนแรง แต่ภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดคือครีมเหล่านี้ อาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ ทำให้ทารกในครรภ์พิการได้



ลิปสติก - Tint



ภญ.พรพรรณให้ ภาพเครื่องสำอาง ยอดฮิตอย่าง "ลิปสติก" ว่าหน้าที่หลักของลิปสติกคือทาปากให้เป็นสีต่างๆ ส่วนประกอบสำคัญของลิปสติกก็คือสี ซึ่งแม้จะเป็นเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐานและมีการรับรอง ก็ยังพบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยแพ้สีรวมไปถึงสารประกอบในลิปสติก ทำให้ไม่สามารถจะทาลิปสติกได้



"ลิปสติกเป็นเครื่องสำอางที่ใช้กับริมฝีปาก มีโอกาสเข้าปากหรือกลืนกินเข้าไปได้ง่าย ดังนั้น การเลือกซื้อต้องระมัดระวัง และในส่วนของลิปสติกเถื่อนนั้น ข้อมูลจากการเฝ้าระวังและตรวจวิเคราะห์ลิปสติกที่ไม่มีฉลากภาษาไทยของ อย. พบสีหลายชนิดที่กระทรวงสาธารณสุขห้ามใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เนื่องจากทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง"



เภสัชกรหญิงแห่ง อย. รายนี้บอกเล่าถึงเครื่องสำอางที่ใช้กับปากอีกตัวอย่าง "เจลทาปาก" หรือ Tint ที่เคยเป็นข่าวว่าวัยรุ่นนิยมใช้ทาริมฝีปากด้านในว่าใช้หลักการเดียวกัน คือ ถ้าดูแล้วว่าผิดกฎหมายในเบื้องต้นเรื่องฉลาก เมื่อพบแล้วห้ามซื้อมาใช้ เพราะการทาริมฝีปากด้านใน มีโอกาสกลืนกินมาก หากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย นอกจากเรื่องสีที่ไม่อนุญาต อาจมีโลหะหนัก เช่น ตะกั่วจะยิ่งอันตรายมากขึ้น



ครีม - โลชั่นทาผิว - บำรุงผิว



เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีรายงานการแพ้ค่อนข้างสูง ภญ.พรพรรณอธิบายถึงสาเหตุที่กลุ่มนี้ได้รับรายงานมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มเครื่องสำอางกลุ่มใหญ่ หลากหลายประเภท ทั้งใช้กับผิว ใบหน้า บอดี้หรือใช้เฉพาะที่อย่างตา ฝ่ามือฝ่าเท้า, ชนิดที่มีทั้งแบบกลางวันกลางคืน มีแดด ไม่มีแดด และยี่ห้อที่มีสารพัดซึ่งจากรายงานที่ทาง อย. ได้รับ พบว่าอาการแพ้ที่พบมีหลากหลาย ตั้งแต่มีผื่นคันเล็กน้อย จนถึงขั้นผิวอักเสบ สาเหตุการแพ้มีหลากหลาย ทั้งเป็นการแพ้เฉพาะบุคคล เช่น แพ้น้ำหอม หรือสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบ





แผ่นพับแสดงผลร้ายของการใช้เครื่องสำอางเถื่อนของ อย.







ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ และ http://www.thaihealthzone.com/

เปลี่ยนพ่อแม่ยุคใหม่ เป็นครูสอนภาษาแก่ลูก

0 ความคิดเห็น

หัดอ่าน-เขียนแต่เล็ก ช่วยพัฒนาการตอนโต



อ่าน


นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันเผย ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศของมนุษย์ คือ แรกเกิด - 7 ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่สมองมีความสามารถพิเศษบางประการ ที่ช่วยให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้เร็วกว่าการมาเรียนภาษาที่สองเมื่อโตแล้ว และงานวิจัยชิ้นนี้ยังช่วยจุดประกายให้บรรดาผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นที่มีปัญหาในการเรียนภาษาที่สองได้มีความหวังมากขึ้นด้วย



"การค้นพบเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของสมองเด็ก ที่สามารถเรียนรู้ภาษาได้มากกว่า 1 ภาษาตั้งแต่ช่วงแรกเกิด - 7 ปีนี้ บางส่วนสามารถนำไปปรับใช้กับการออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาที่สองของผู้ใหญ่" ดร.แพทริเซีย คัห์ล (Dr.Patricia Kuhl) แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว



ด้วยรูปแบบเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภาษา นักวิจัยค้นพบว่า เด็กทารกแรกเกิดมีความสามารถในการจำแนกความแตกต่างของเสียงเหล่านั้นได้ทั้งหมด แต่ความสามารถนี้จะเริ่มด้อยลงเรื่อยๆ เมื่อเด็กอายุมากขึ้น



พร้อมกันนี้ ดร.คัห์ลยังได้ยกตัวอย่างชาวอาทิตย์อุทัย ที่ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเสียง L กับเสียง R ของภาษาอังกฤษได้ ดังนั้น การออกเสียงคำว่า rake และ lake ของคนญี่ปุ่นจึงยากที่จะฟังให้แตกต่างกัน



อย่างไรก็ดี เมื่อทีมนักวิจัยได้ทำการพิสูจน์เรื่องนี้กับเด็กอายุ 7 เดือนในโตเกียว และเด็กอายุ 7 เดือนที่อาศัยอยู่ในซีแอตเติล กลับพบว่า เด็กทั้งสองคนสามารถจับความแตกต่างของเสียง R และ L ได้ดีพอๆ กัน แต่เมื่อทำการทดสอบอีกครั้งเด็กมีอายุ 11 เดือนกลับพบว่า การจำแนกความแตกต่างระหว่างเสียง R และ L ของเด็กญี่ปุ่นด้อยลงอย่างมาก



"ในช่วงแรกเกิด - 6 เดือนแรก เป็นช่วงที่สมองมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และหนึ่งในการพัฒนาเหล่านี้ก็คือการสร้างโครงสร้างทางภาษาที่เหมาะสมสำหรับเด็ก"



ทั้งนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า เด็กทารกสามารถเรียนรู้ภาษาได้มากกว่า 1 ภาษาโดยไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด (แตกต่างจากผู้ใหญ่หลายๆ คนที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับภาษาที่สอง)



อย่างไรก็ดี เพื่อให้สมองของเด็กซึมซับภาษาใหม่ลงไป จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้เลี้ยงร่วมด้วย จะหวังพึ่งแต่ซีดีประกอบการเรียนรู้ หรือทีวีเพียงอย่างเดียวนั้นคงไม่สามารถทำได้ วิธีง่ายๆ ที่จะใช้สอนทารกก็คือการพูดกับเขา (พูดทั้งภาษาแม่ และภาษาที่สอง หรือสามกับเด็ก) และการสร้างสภาพแวดล้อมแบบสองภาษาจะทำให้สมองของเด็กมีความยืดหยุ่นได้มากกว่าด้วย



โดยเฉลี่ยแล้ว เด็กที่เติบโตมากับสภาพแวดล้อมแบบสองภาษา หรือแม้จะแค่ภาษาแม่ภาษาเดียวก็ตาม จะเริ่มหัดพูดได้ในช่วงอายุประมาณ 1 ขวบเป็นต้นไป และอาจสามารถพูดได้ 50 คำเมื่ออายุ 18 เดือน



หันมาฟังเสียงจาก "พงษ์ระพี เตชพาหพงษ์" คุณพ่อคนดังที่สร้างสภาพแวดล้อมแบบสองภาษาจนน้อง "เพ่ยเพ่ย" ลูกสาววัย 4 ขวบสามารถสื่อสารได้ทั้งภาษาไทย - อังกฤษอย่างคล่องแคล่ว โดยคุณบิ๊กมีมุมมองเกี่ยวกับการฝึกภาษาของเด็กว่า "ส่วนตัวศรัทธาในหนังสือรอให้ถึงอนุบาลก็สายเสียแล้ว จากจุดนั้นทำให้เกิดความเชื่อว่าเด็กมีความสามารถ เราก็เลยลองทำ ซึ่งพอทำไปได้สัก 3 - 6 เดือน ก็เริ่มมีบทความงานวิจัยออกมาสนับสนุนสิ่งที่เราคิดมากขึ้น"



"สิ่งที่อาจเป็นอุปสรรคก็คือ บางครั้งพ่อแม่หวังพึ่งครูมากเกินไป ผมว่าการเปลี่ยนครูภาษาให้เป็นพ่อแม่มันยาก เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครูภาษาง่ายกว่า เพราะปัจจุบันนี้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ มีครบ จึงเอื้อต่อพ่อแม่มากกว่าในอดีต"



"ขอฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังพยายามอยู่ว่า เด็กเล็กจะเรียนรู้จากการเลียนแบบ และคนที่ใกล้เขามากที่สุดเพื่อให้เขาได้เลียนแบบก็คือพ่อแม่ ในเรื่องของการฝึกภาษา ขอให้ถือเป็นภารกิจ เป็นการสร้างทุนปัญญาให้กับลูก สะสมไปเรื่อยๆ เมื่อเขาโตขึ้นไปมันก็จะกลายเป็นกองทุนปัญญาให้เขาหยิบไปใช้ และการฝึกก็อย่าไปเครียดกับมันมาก เพราะแต่ละครอบครัวมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ทำแล้วให้สนุกมีความสุขให้การทำ ถึงจุดหนึ่งรู้สึกเกินกำลัง หรือเกินไปจากเงื่อนไขของครอบครัวก็สามารถพักได้" คุณพงษ์ระพีฝากทิ้งท้าย







ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ และ http://www.thaihealthzone.com/

7 กลุ่มได้รับวัคซีนหวัด09 ก่อนใคร

0 ความคิดเห็น

เน้นหญิงมีครรภ์-เด็ก กลุ่มเสี่ยงสูง




200----wett นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสำนักงานฯ ได้กำหนดกลุ่มผู้ที่มีความสำคัญจะได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะนำเสนอต่อคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติที่จะประชุมกันในวันที่ 13 ส.ค. นี้ต่อไป แต่เบื้องต้นหลายฝ่ายเห็นด้วยกับการแบ่งกลุ่มดังกล่าว โดยแบ่งไว้ทั้งหมด 7 กลุ่ม คือ



กลุ่มที่ 1 กลุ่มบุคลากรทางด้านสาธารณสุข ซึ่งเป็นไปตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก



นพ.จรุง กล่าวต่อว่า ส่วนกลุ่มถัดๆ มาเป็นกลุ่มที่แต่ละประเทศได้พิจารณาจากข้อมูลสถานการณ์การระบาดของแต่ละประเทศเอง สำหรับประเทศไทยได้จัดเรียงกลุ่มตามลำดับ ดังนี้



กลุ่มที่ 2 เป็น กลุ่มหญิงตั้งครรภ์



กลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคปอด รวมถึงโรคหอบหืด หลอดลมอุดตันด้วย โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน และที่ในไทยเพิ่มขึ้นมาคือ โรคธาลัสซีเมีย



กลุ่มที่ 4 เป็นเด็ก อายุ 6 - 15ปี ซึ่งเป็นนักเรียนระดับอนุบาล ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น



กลุ่มที่ 5 กลุ่มวัยตั้งแต่ 15 - 49 ปี ซึ่งอาจรวมถึงนักเรียนโต ตั้งแต่มัธยมศึกษาตอนปลายถึงระดับมหาวิทยาลัยและวัยแรงงาน จนวัยกลางคน



กลุ่มที่ 6 กลุ่มอายุ 49 - 65 ปี



กลุ่มที่ 7 คือ กลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป



เหตุที่มีการจัดลำดับหญิงตั้งครรภ์ไว้ลำดับแรกๆ เนื่องจากว่ามีการพบผู้เสียชีวิตที่ตั้งครรภ์ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก และการที่เน้นในกลุ่มของนักเรียนระดับเล็กมาก่อน เพราะจากข้อมูลในการแพร่ระบาด พบว่า นักเรียนเป็นกลุ่มผู้ติดเชื้อมากที่สุด ทั้งนี้ข้อเสนอดังกล่าวเข้าสู่การประชุมวอร์รูมของ สธ. และคณะกรรมการส่งเสริมการผลิตวัคซีนไว้แล้ว ซึ่งหลายฝ่ายเห็นด้วยโดยจะนำเสนอต่อคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และการสาธารณสุขระดับชาติต่อไป นพ.จรุง กล่าว








ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ และ http://www.thaihealthzone.com/


สุขภาวะดีวิถีไทย ปลุกกระแสใส่ใจสุขภาพ

0 ความคิดเห็น

grtete


เปิดงาน Thailand Health & Wellness 2009 วันแรกคึก คนแห่ร่วมงาน วิทยา สั่ง อสม.แนะนำประชาชนดูแลสุขภาพตนเอง นำร่องสถานีอนามัยจำนวนพันแห่ง ส่งเสริมสุขภาพประชาชน สกัดปัญหาหวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ หวั่นการฟ้องร้องเหตุผู้ป่วยเพิ่ม



วานนี้ (23 ก.ค.) นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับนายธนะชัย สันติชัยกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดงาน Thailand Health & Wellness 2009 - สุขภาวะดี วิถีไทย ณ ฮอลล์ 5 - 6 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในคอนเซปต์ ยืดอายุ ดูดีสมวัย ใส่ใจสุขภาพ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 - 26 ก.ค.2552



งานในครั้งนี้ถือเป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่าง บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป สมาคมสุขศึกษา พลศึกษา และสันทนาการ (สพสท.) กองทัพบก และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อปลุกกระแสให้คนไทยหันมาใส่ใจดูแลสุขภาวะ ทั้งของตัวเอง ครอบครัว และสังคม ให้เกิดความอยู่ดี มีสุขอย่างครบวงจร โดยมีประชาชนจำนวนมากสนใจเข้าร่วมงาน



นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเปิดงานว่า ขอชื่นชมกับการจัดงานThailand Health & Wellness” ครั้งนี้ เพราะตั้งแต่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญให้ประชาชนมีสิทธิการรักษาฟรี ทำให้ปริมาณผู้ป่วยที่เข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาลรัฐมีจำนวนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง



หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไปจะทำให้มาตรการรักษาพยาบาลของบุคลากรทางการแพทย์ลดลง เนื่องจากมีจำนวนบุคลากรและอุปกรณ์การแพทย์ไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนที่เข้ามาใช้บริการ และอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง ฟ้องร้องกันเกิดขึ้นระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ตามมา



ดังนั้นสิ่งเดียวที่จะยุติปัญหาดังกล่าวได้ คือ การส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น ไม่เช่นนั้นวันข้างหน้ากระทรวงสาธารณสุขจะไม่สามารถดูแลสุขภาพประชาชนได้อย่างทั่วถึง



นายวิทยา ระบุว่า ในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินนโยบายเชิงรุกในเรื่องนี้ โดยตั้งแต่เดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ได้ให้เจ้าหน้าที่ อสม. จำนวน 9.7 แสนคน ทำหน้าที่ส่งเสริมสุขภาพประชาชนทั่วประเทศ



โดย อสม. จะทำหน้าที่แนะนำวิธีการดูแลสุขภาพของแม่ที่ตั้งครรภ์ ภารกิจต่อมาคือ การดูแลหลังจากคลอดบุตร เพื่อให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพลูกที่เกิดมาใหม่ เช่น การให้ดื่มนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดเพื่อสร้างสุขภาวะที่ดี รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแม่กับลูก



นอกจากนี้ ยังพยายามทำให้สถานีอนามัยทั่วประเทศกลายเป็นสถานีอนามัยที่ทำหน้าส่งเสริมสุขภาพของคนในตำบลพร้อมไปกับการทำหน้าที่รักษาสุขภาพ โดยในปีนี้จะเริ่มดำเนินการนำร่องจำนวน 1,000 แห่ง เพื่อทำให้เกิดสุขภาวะดีกับคนไทย และถือเป็นวิถีแห่งชาติ ในภาวะที่ประชาชนวิตกกังวลกับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009



ทุกคนมีความเสี่ยงเท่ากันทั่วโลก เพราะเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาใหม่ไม่มีใครมีภูมิต้านทาน แต่เป็นเรื่องแปลกที่ว่า คนอายุ 60 ปีขึ้นไปไม่ค่อยเป็นโรคนี้ ซึ่งมีสมมติฐาน 2 ข้อ คือ หนึ่งคนที่อายุมากไม่ค่อยออกไปไหน ทำให้โอกาสที่จะติดเชื้อน้อย สองเมื่อ 40 - 50 ปีก่อนคนเหล่านี้เคยเจอเชื้อมาแล้วจึงมีภูมิต้านทานเพราะเปอร์เซ็นต์ การติดเชื้อมีประมาณ 30% และมีเพียงแค่ 10% ที่ได้รับเชื้อแล้วป่วยและถึงแก่ชีวิต



นายวิทยา กล่าวต่อว่า สิ่งที่จะทำให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้ก็คือ การดูแลสุขภาพตามหลัก 5 อ. ประกอบด้วย อ.อาหาร อ.อนามัย อ.อ่าน อ.อารมณ์ และ อ.ออกกำลังกาย เพื่อให้คนทุกเพศ ทุกวัย มีสุขภาพแข็งแรง เพราะปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนรักษาออกมา ดังนั้นวิธีที่ดีคือ การทำสุขภาวะของตนเองให้ดีก่อนเป็นอันดับแรก เมื่อตนเองแข็งแรงประเทศชาติก็แข็งแรงขึ้นด้วย



ด้านนายธนะชัย สันติชัยกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะสื่อ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ถือเป็นหนังสือพิมพ์ธุรกิจที่มีหนังสือกายใจ ซึ่งเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการออกกำลังกาย และการดูแลใจ ผลิตออกมาเพื่อเผยแพร่ให้ความรู้ด้านสุขภาพ และยังเล็งเห็นความสำคัญของการอ่าน ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการดูแลสุขภาพ ถ้าอ่านหนังสือมาก คนจะไม่ตื่นตระหนกตกใจกับไข้หวัดใหญ่ 2009



นอกจากนี้ ที่ผ่านมายังได้ผลักดันโครงการบุ๊คสตาร์ท ส่งเสริมให้พ่อแม่อ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่ยังอยู่ในท้องแม่ เพื่อให้ซึมซับและปลูกฝังการอ่านให้แก่ลูก ทำให้กลายเป็นคนมีศักยภาพที่ช่วยให้ประเทศเข้มแข็ง







ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และ http://www.thaihealthzone.com/

วันอังคาร, กรกฎาคม 21, 2009

รักษาโรคหวัด ด้วยการดื่มน้ำผลไม้อุ่นๆ

0 ความคิดเห็น

53200_002


แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหวัด ต่างพากันยกนิ้วให้กับคำแนะนำของคนรุ่นย่ารุ่นยายที่สอนเอาไว้ว่า ให้ดื่มน้ำอุ่นจะได้หายเร็ว นักวิจัยของศูนย์โรคหวัดธรรมดา มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ สหภาพแอฟริกาใต้ได้พบในการศึกษาว่า เครื่องดื่มที่เป็นน้ำผลไม้ที่ไม่มีแอลกอฮอล์อุ่นสัก 1 เหยือกจะช่วยบรรเทาอาการไอและสำลักลงได้


ผู้อำนวยการศูนย์ ศาสตราจารย์รอน เอกเคิล จึงได้ฉวยโอกาสแนะนำให้ผู้ป่วยโรคหวัดธรรมดา หรือไข้หวัดใหญ่ให้ดื่มน้ำผลไม้อุ่นๆ จะได้บรรเทาอาการลงได้ “มันน่าแปลกอยู่เหมือนกัน ที่เพิ่งมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ของผลดีในการดื่มเครื่องดื่มร้อน แก้หวัดขึ้นเป็นครั้งแรก” และเสริมว่าข้อดีของการดื่มน้ำผลไม้ นอกจากช่วยต่อสู้โรคภัยแล้ว มันยังถูกทั้งปลอดภัยและได้ผลดีอีกด้วย รายงานผลการศึกษาเปิดเผยอยู่ในวารสารทางวิชาการ “นาสิกวิทยา” ของอังกฤษ กล่าวว่า ได้ทดลองให้อาสาสมัครที่เป็นหวัด 30 คนดื่มน้ำแอปเปิ้ลและแบ็คเคอแรนต์พบว่า มันช่วยบรรเทาอาการน้ำมูกไหล ไอจาม เจ็บคอ หนาวสั่นและเมื่อยล้า ลงได้ทันทีและคงอยู่นาน


เครดิต

 

สุขภาพพาลานามัย. Copyright 2008 All Rights Reserved Revolution Two Church theme by Brian Gardner Converted into Blogger Template by Bloganol dot com